ข้อมูลจาก POS หรือ Excel อาจบอกได้ว่าลูกค้าซื้ออะไร แต่ยังไม่เพียงพอที่จะตอบว่าทำไมถึงซื้อ และครั้งต่อไปเขาน่าจะต้องการอะไร ธุรกิจจึงต้องก้าวจากการเก็บข้อมูลธุรกรรมไปสู่ ระบบ CRM ที่เชื่อมโยงข้อมูลและใช้ Data analytics วิเคราะห์พฤติกรรมในหลายมิติ เพื่อมองเห็นความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของลูกค้า และนำข้อมูลเหล่านั้นไปสร้างการสื่อสารหรือประสบการณ์ที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละคนมากขึ้น
ข้อจำกัดของการเก็บข้อมูลลูกค้าแบบเดิม
POS และ Excel ยังมีประโยชน์ในการบันทึกยอดขายหรือจัดระเบียบข้อมูล แต่เมื่อเป้าหมายเปลี่ยนจากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เป็นเข้าใจว่าลูกค้ากำลังคิดและต้องการอะไร ข้อมูลเพียงชุดเดียวอาจไม่เพียงพอ ธุรกิจจึงต้องต่อยอดสู่ระบบ CRM และ Data analytics ที่มองพฤติกรรมลูกค้าได้รอบด้านกว่าเดิม
เห็นว่าลูกค้าซื้ออะไร แต่ไม่เห็นเหตุผลเบื้องหลัง
ข้อมูลธุรกรรมบอกได้ว่าสินค้าอะไรขายดี ใครซื้อ และซื้อเมื่อไร แต่ไม่ได้อธิบายว่าก่อนตัดสินใจ ลูกค้าเคยสนใจสินค้าใด กดดูอะไร หรือมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ผ่านช่องทางไหน จึงทำให้การตีความความต้องการยังขาดบริบทสำคัญ
ข้อมูลอยู่คนละที่ จนต่อตัวตนลูกค้าไม่ครบ
เมื่อข้อมูลหน้าร้าน ออนไลน์ โซเชียล หรือการติดต่อกับแบรนด์ถูกเก็บแยกกัน ลูกค้าคนเดียวอาจกลายเป็นข้อมูลหลายชุด ธุรกิจจึงมองเห็นเพียงบางส่วนของ Customer Journey และยากต่อการนำข้อมูลไปใช้ดูแลลูกค้าแบบรายบุคคล
รู้สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่จับการเปลี่ยนแปลงได้ช้า
รายงานแบบเดิมมักสะท้อนพฤติกรรมในอดีต เช่น ยอดซื้อหรือความถี่ที่ผ่านมา แต่ความสนใจของลูกค้าสามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลา หากธุรกิจไม่สามารถตรวจจับสัญญาณใหม่ได้เร็วพอ ก็อาจพลาดทั้งจังหวะการขายซ้ำและสัญญาณว่าลูกค้ากำลังห่างจากแบรนด์
สัญญาณว่าธุรกิจเริ่มต้องใช้ระบบ CRM จริงจัง
ธุรกิจไม่จำเป็นต้องรอให้ฐานลูกค้าใหญ่จนจัดการไม่ไหวจึงค่อยเริ่มใช้ระบบ CRM เพราะปัญหาเล็ก ๆ ในการทำงานประจำวันอาจเป็นสัญญาณว่ารูปแบบการจัดการข้อมูลเดิมเริ่มไม่รองรับการเติบโต โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจต้องการใช้ Data analytics เพื่อเข้าใจและดูแลลูกค้าได้แม่นยำขึ้น
1. ต้องเสียเวลาตามหาข้อมูลก่อนตอบลูกค้า
หากทีมต้องเปิดหลายไฟล์ เช็กหลายระบบ หรือถามข้อมูลกันเองทุกครั้งที่ลูกค้าติดต่อเข้ามา แสดงว่าข้อมูลยังไม่พร้อมใช้งานทันที นอกจากทำให้งานช้าแล้ว ยังทำให้ประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับไม่ต่อเนื่อง
2. ลูกค้าเพิ่มขึ้น แล้วการติดตามเริ่มมีคนตกหล่น
เมื่อจำนวนลูกค้ามากขึ้น การจำว่าใครควรได้รับการติดตาม เมื่อไร และด้วยเรื่องอะไรด้วยคนเพียงอย่างเดียวจะยิ่งยากขึ้น หากเริ่มมีลูกค้าที่ไม่ได้รับการดูแลตามจังหวะ นั่นคือสัญญาณว่าธุรกิจต้องมีระบบเข้ามาช่วยจัดลำดับและเชื่อมต่อการดูแลให้เป็นขั้นตอน
3. มีข้อมูลเยอะ แต่ยังตอบไม่ได้ว่าควรทำอะไรต่อ
ยอดขาย รายชื่อลูกค้า หรือประวัติการติดต่ออาจมีอยู่ครบ แต่ถ้ายังใช้ตอบไม่ได้ว่าใครควรได้รับข้อเสนอแบบไหน ใครมีแนวโน้มกลับมาซื้อ หรือพฤติกรรมของใครกำลังเปลี่ยนไป ข้อมูลเหล่านั้นก็ยังไม่ได้สร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ จุดนี้คือช่วงที่ Data analytics ควรถูกนำมาเปลี่ยนข้อมูลให้เป็น Insight ที่นำไปลงมือทำต่อได้จริง
Data analytics ช่วยต่อยอดข้อมูลธุรกรรมให้เป็น Insight ได้อย่างไร
ข้อมูลธุรกรรมมีรายละเอียดมากกว่ายอดขาย หากนำมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ Data analytics จะช่วยเปลี่ยนรายการซื้อแต่ละครั้งให้กลายเป็นเบาะแสเกี่ยวกับพฤติกรรม ความสนใจ และจังหวะความต้องการ ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ผ่านระบบ CRM เพื่อดูแลลูกค้าได้แม่นยำขึ้น
อ่าน “รูปแบบการซื้อ” ที่ซ่อนอยู่หลังแต่ละบิล
แทนที่จะดูเพียงยอดใช้จ่าย ธุรกิจสามารถวิเคราะห์ความถี่ ระยะห่างระหว่างการซื้อ หมวดสินค้าที่มักซื้อร่วมกัน หรือสินค้าที่เริ่มซื้อเพิ่มขึ้น เพื่อเห็น Pattern ของลูกค้าแต่ละรายชัดกว่าเดิม
มองเห็นความสนใจที่กำลังเปลี่ยน ไม่ยึดติดกับพฤติกรรมเก่า
ลูกค้าที่เคยซื้อสินค้าแบบหนึ่งไม่ได้หมายความว่าจะต้องสนใจสิ่งเดิมตลอดไป การเปรียบเทียบพฤติกรรมในแต่ละช่วงเวลาช่วยให้ธุรกิจเห็นว่าอะไรเริ่มเพิ่ม ลด หรือเปลี่ยนทิศทาง ทำให้การแบ่งกลุ่มลูกค้าปรับตามพฤติกรรมจริงได้มากขึ้น
เปลี่ยน Pattern ให้เป็นจังหวะการดูแลที่เหมาะกับแต่ละคน
เมื่อเห็นรอบและแนวโน้มการซื้อ ธุรกิจสามารถนำ Insight ไปออกแบบการดูแลที่สร้างความสะดวกมากกว่าการส่งโปรโมชันเหมือนกันทั้งหมด เช่น เตือนเติมสินค้าที่ใกล้ถึงรอบซื้อ แนะนำสิ่งที่สัมพันธ์กับความสนใจล่าสุด หรือเลือกช่วงเวลาติดต่อที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละราย
เทคนิคยกระดับจากการเก็บข้อมูล สู่การออกแบบประสบการณ์ลูกค้า
ข้อมูลจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้ทำให้ประสบการณ์ของลูกค้าดีขึ้น ธุรกิจจึงควรใช้ Data analytics ร่วมกับระบบ CRM เพื่อเปลี่ยนสิ่งที่เรียนรู้จากพฤติกรรม ให้กลายเป็นการดูแลที่เหมาะกับแต่ละจังหวะของ Customer Journey
ออกแบบจาก “จังหวะของลูกค้า” ไม่ใช่ตารางแคมเปญ
แทนที่จะกำหนดว่าทุกคนต้องได้รับข้อความในวันเดียวกัน ให้ใช้พฤติกรรมของลูกค้ามากำหนดแทน เช่น เพิ่งซื้อสินค้า กลับมาดูสินค้าซ้ำ หรือหายไปนานกว่าปกติ แล้วเลือกการตอบสนองให้เหมาะกับสถานการณ์นั้น
ใช้ Insight เพื่อลดขั้นตอนที่ลูกค้าต้องคิดและทำ
ประสบการณ์ที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นโปรโมชันเสมอไป หากข้อมูลบอกได้ว่าลูกค้าน่าจะต้องการอะไร ธุรกิจสามารถเตรียมทางเลือกไว้ล่วงหน้า เช่น แจ้งเตือนก่อนสินค้าที่ใช้ประจำหมด หรือทำให้การสั่งซื้อซ้ำจบได้ง่ายขึ้น
เก็บผลตอบรับกลับมาเรียนรู้ต่อ
หลังส่งข้อเสนอหรือสร้างประสบการณ์แล้ว ต้องดูต่อว่าลูกค้าตอบสนองอย่างไร เช่น เปิดดู คลิก ซื้อ หรือไม่สนใจ แล้วนำผลกลับมาปรับวิธีดูแลรอบถัดไป เพราะ Customer Experience ที่ดีไม่ใช่สิ่งที่ออกแบบครั้งเดียวจบ แต่ต้องพัฒนาไปพร้อมกับพฤติกรรมของลูกค้า



